เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 ณ ห้องประชุมสันติธรรม สถาบันสันติศึกษา ศาสตราจารย์ ดร.สนิท อักษรแก้ว นายกสภามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พร้อมคณะ เข้าเยี่ยมชมและติดตามผลการดำเนินงานของสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กุสุมา กูใหญ่ ผู้อำนวยการสถาบันสันติศึกษา พร้อมด้วยคณาจารย์และบุคลากรให้การต้อนรับ ในโอกาสนี้ บุคลากรของสถาบันได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและรับฟังข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการขับเคลื่อนภารกิจด้านการศึกษา การวิจัย และการบริการวิชาการ
ขับเคลื่อนองค์ความรู้สันติศึกษาสู่สังคมพหุลักษณ์
สถาบันสันติศึกษาได้นำเสนอพันธกิจและผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ซึ่งมุ่งผลิตองค์ความรู้และนวัตกรรมด้านสันติศึกษา พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีสมรรถนะในการใช้สันติวิธี และร่วมขับเคลื่อนสังคมพหุลักษณ์ผ่านเครือข่ายวิชาการ ภาคประชาสังคม และความร่วมมือระดับนานาชาติ โดยมีการบริหารงานแบบสองวิทยาเขต (หาดใหญ่–ปัตตานี) ที่สะท้อนพลังการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ
จากห้องเรียนสู่พื้นที่จริงของสังคม
คณาจารย์และบุคลากรได้ร่วมสะท้อนบทบาทของสถาบันในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านกระบวนการสันติภาพ การส่งเสริมจิตตปัญญาศึกษาและรายวิชาชีวิตที่ดี การทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ สถานศึกษา สถานพินิจ และเรือนจำ ตลอดจนการใช้กระบวนการสันติวิธีและการมีส่วนร่วมในการจัดการความขัดแย้งด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในหลายพื้นที่สำคัญของภาคใต้ โดยใช้พื้นที่จริงเป็น “ห้องปฏิบัติการทางสังคม” (Social Lab) เพื่อสร้างการเรียนรู้และแสวงหาทางออกอย่างสันติร่วมกัน
มองวิกฤตเป็นโอกาส สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน
สถาบันสันติศึกษาได้รายงานการติดตามผลกระทบจากวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ผ่านความร่วมมือกับหลายคณะและหน่วยงานภายในมหาวิทยาลัย พร้อมสะท้อนว่า ในทุกวิกฤตย่อมมีโอกาสในการปรับตัวและสร้างความยั่งยืน ทั้งในมิติของเศรษฐกิจสีเขียว พลังงานทางเลือก และความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งมหาวิทยาลัยสามารถมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนองค์ความรู้และนวัตกรรมเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว
ข้อเสนอแนะเพื่ออนาคตของสถาบันสันติศึกษา
ศาสตราจารย์ ดร.สนิท อักษรแก้ว ได้ให้ข้อเสนอแนะสำคัญต่อการพัฒนาสถาบันสันติศึกษา ทั้งการพัฒนาหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาให้ตอบโจทย์ปัญหาความขัดแย้งร่วมสมัย การผลักดันองค์ความรู้ด้านสันติศึกษาให้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้สำหรับนักศึกษาทุกคน และการพัฒนางานวิจัยที่ตอบโจทย์ประเทศ รวมทั้งส่งเสริมความร่วมมือกับหน่วยงานและเครือข่ายต่าง ๆ เพื่อสร้างผลกระทบเชิงสังคมที่กว้างขวางยิ่งขึ้น
นายกสภามหาวิทยาลัยได้แสดงความชื่นชมต่อบทบาทของสถาบันสันติศึกษาในการเชื่อมโยงองค์ความรู้กับปัญหาจริงของสังคม และเห็นว่าภาคใต้ซึ่งเต็มไปด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรมและประเด็นความท้าทายต่าง ๆ สามารถเป็นพื้นที่เรียนรู้และห้องปฏิบัติการทางสังคมที่สำคัญ อันจะนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้ การอยู่ร่วมกันท่ามกลางความแตกต่าง และการพัฒนาสังคมอย่างสันติและยั่งยืนต่อไป





