ม.อ. มุ่งเป้า “สันติภาพ”คือเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ด้วยการผสานพลังองค์ความรู้และนวัตกรรม
.
ผู้อำนวยการและบุคลากรสถาบันสันติศึกษาเข้าร่วมสมัชชาประชาคม ม.อ. ครั้งที่ 3 “PSU Forward 2026 : เชื่อมพลัง สานกลไกสร้างผลกระทบสู่สังคม” เพื่อร่วมกำหนดทิศทางและขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านมหาวิทยาลัยสู่การสร้างผลกระทบที่เป็นรูปธรรมต่อสังคมและประเทศ
.
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์จัด สมัชชาประชาคม ม.อ. ครั้งที่ 3 “PSU Forward 2026 : เชื่อมพลัง สานกลไกสร้างผลกระทบสู่สังคม” เมื่อวันศุกร์ที่ 25 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา ณ Conference Hall ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยได้รับเกียรติจากผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นิวัต แก้วประดับ อธิการบดีกล่าวเปิดงาน ศาสตราจารย์ ดร.สนิท อักษรแก้ว นายกสภามหาวิทยาลัย กล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ "นโยบายมหาวิทยาลัยเพื่อการเปลี่ยนสู่ฉากทัศน์อนาคต" และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พงค์เทพ สุธีรวุฒิ รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและยุทธศาสตร์ นำเสนอในหัวข้อ "PSU X เครื่องมือ Transform สู่อนาคต" เพื่อถ่ายทอดทิศทางและเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัย
.
ในโอกาสนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กุสุมา กูใหญ่ ผู้อำนวยการสถาบันสันติศึกษา ร่วมนำเสนอการดำเนินงานข้ามศาสตร์ผ่านกิจกรรม "เชื่อมพลังปัญญา" (Synergy Session) ในเวทีเสวนาและระดมโจทย์ยุทธศาสตร์ : การเปิดเผยโจทย์ท้าทายระดับพื้นที่และระดับประเทศ โดยผู้อำนวยการสถาบันฯ ได้นำเสนอการโจทย์ยุทธศาสตร์และการทำงานของสถาบันฯ ที่มุ่งสู่การเป็นสถาบันวิชาการด้านความขัดแย้งและสันติศึกษา และการมีบทบาทในการตอบโจทย์ท้าทายใหม่ด้านสันติภาพของสังคมไทยและบริบทโลก
หลักคิดสำคัญในการดำเนินงานของสถาบันสันติศึกษาคือการเป็นหน่วยงานกลางที่เชื่อมประสานพลังองค์ความรู้อันหลากหลายและครอบคลุมจากคณะวิชาต่าง ๆ การทำงานแบบข้ามศาสตร์ ข้ามวิทยาเขตในภารกิจการแก้ปัญหาความขัดแย้งและการสร้างสันติภาพ ภายใต้หลักคิดการบริหาร PSU system รวมถึงการทำงานแบบเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการกับสถาบันการศึกษาคสทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างองค์ความรู้และพื้นที่ปลอดภัยในการสนับสนุนกระบวนการสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ ภารกิจสำคัญของสถาบันสันติศึกษาคือการเป็นพื้นที่กลางและตาข่ายนิรภัยเพื่อสันติภาพ (Safety Net for Peace) ผ่านการทำงานร่วมกับองค์กรภาคประชาสังคม ชุมชนและสื่อมวลชนเพื่อเปิดพื้นที่การสื่อสารพูดคุยและสะท้อนความต้องการของประชาชนในพื้นที่ความขัดแย้ง ตลอดจนเป็นกระบอกเสียงและสร้างการมีส่วนร่วมให้กับกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก สตรี และผู้พิการซึ่งได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
![]()
-


