ตัวแทนสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา อาจารย์ฟารีดาปันจอร์ หนึ่งในตัวแทนคณะวิจัยโครงการเมืองสิทธิมนุษยชน นำโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พัทธ์ธีรา นาคอุไรรัตน์ รักษาการแทนรองผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา ร่วมกับวิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้เดินทางศึกษาวิจัยระหว่างประเทศ ณ สาธารณรัฐเกาหลี ระหว่างวันที่ 9–11 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อศึกษาพัฒนาการของเมืองสิทธิมนุษยชน และสังเคราะห์บทเรียนเชิงโครงสร้าง กลไกเชิงนโยบาย และฐานคุณค่าทางสังคมที่ผลักดันให้เมืองกวางจูก้าวขึ้นเป็นต้นแบบสำคัญในระดับนานาชาติ โดยโครงการวิจัยนี้ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ
วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 คณะนักวิจัยเข้าพบผู้แทนจาก National Human Rights Commission of Korea (NHRCK) ณ กรุงโซล ได้แก่ Mr. Jeonghwan Noh ผู้อำนวยการกองสิทธิของผู้พิการ Ms. Gayoon Baek รองผู้อำนวยการและเจ้าหน้าที่กองสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ และ Ms. Youngae Na กรรมการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเกาหลีใต้ เพื่อหารือถึงบทบาทขององค์กรอิสระด้านสิทธิมนุษยชนในฐานะกลไกตรวจสอบและสนับสนุนการทำงานของรัฐและท้องถิ่น การพูดคุยสะท้อนให้เห็นโครงสร้างความเป็นอิสระขององค์กร การกระจายอำนาจสู่สำนักงานภูมิภาค ตลอดจนเครื่องมือสำคัญ เช่น การจัดทำ Human Rights Impact Assessment และการทบทวนงบประมาณบนฐานสิทธิมนุษยชน (Human Rights-Based Budget Review) ซึ่งช่วยทำให้สิทธิมนุษยชนไม่ใช่เพียงหลักการเชิงนามธรรม หากแต่ฝังอยู่ในกระบวนการตัดสินใจเชิงนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม
วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 คณะนักวิจัยเดินทางสู่เมืองกวางจู และเข้าพบศาสตราจารย์เกียรติคุณ SHIN Gyonggu แห่ง Chonnam National University และผู้อำนวยการ Gwangju International Center เพื่อรับฟังบรรยายหัวข้อ “Gwangju Uprising on Korea Democracy and Culture” ซึ่งอธิบายความเชื่อมโยงระหว่างเหตุการณ์ 18 พฤษภาคม 1980 กับพัฒนาการของประชาธิปไตยเกาหลีใต้ เมืองกวางจูมิได้เป็นเพียงพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ หากเป็นพื้นที่ของความทรงจำร่วมที่หล่อหลอมอัตลักษณ์เมืองให้ยืนหยัดบนหลักศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การต่อสู้ของประชาชนในอดีตนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้งโดยตรง และการออกกฎหมายพิเศษเพื่อเอาผิดผู้กระทำความรุนแรงต่อประชาชน อันเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้หลักความรับผิด (accountability) ฝังรากในโครงสร้างรัฐ
ในระหว่างการหารือคณะวิจัย ยังได้พูดคุยถึงความร่วมมือกับเครือข่าย World Human Rights Cities Forum (WHRCF) ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือขององค์กรวิชาการและระหว่างประเทศ อาทิ Raoul Wallenberg Institute of Human Rights and Humanitarian Law University of Graz และได้รับการสนับสนุนจาก UNESCO และ Office of the High Commissioner for Human Rights เวทีดังกล่าวเป็นพื้นที่เชื่อมโยงเครือข่ายเมืองสิทธิมนุษยชนจากทั่วโลก และสะท้อนให้เห็นว่าการพัฒนาเมืองบนฐานสิทธิจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาควิชาการ ภาครัฐ และภาคประชาสังคม
วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 คณะนักวิจัยเข้าพบ Dr. Park หัวหน้าฝ่ายประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และสันติภาพ ของนครกวางจู เพื่อศึกษากลไกเชิงนโยบายของเมืองในฐานะ “Human Rights City” เมืองกวางจูประกาศ Gwangju Guiding Principles ในปี 2018 และเป็นเมืองแรกในเอเชียที่ประกาศปฏิญญาสิทธิมนุษยชนระดับเมือง ปัจจุบันทุกโครงการใหม่ต้องผ่านการประเมินผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน มีระบบ Ombudsman รับเรื่องร้องเรียน และมีศูนย์เยียวยาบาดแผล (Trauma Center) ภายใต้สำนักงาน Human Rights & Peace Office ซึ่งทำงานเชื่อมโยงกับชุมชนและกลุ่มเปราะบางโดยตรง
ต่อมาคณะวิจัยได้เยี่ยมชม May 18th National Cemetery เมืองกวางจูหรือ สุสานแห่งชาติ 18 พฤษภาคม ที่นี่เป็นที่ฝังร่างของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในปี 1980 ครอบคลุมประชาชนทุกวัยทุกเพศ แม้แต่ผู้สูญหายก็มีหลุมศพเชิงสัญลักษณ์เพื่อยืนยันคุณค่าของทุกชีวิต เดิมเป็นอนุสรณ์ระดับท้องถิ่น ก่อนถูกผลักดันโดยประชาชนจนยกระดับเป็นสุสานแห่งชาติภายในมีพิพิธภัณฑ์ที่นำเสนอเหตุการณ์ตามหลักยุติธรรมเปลี่ยนผ่าน 5 ประการ ได้แก่ การค้นหาความจริง การเยียวยา การนำผู้กระทำผิดมารับโทษ การยอมรับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการรำลึกเพื่ออนาคต หนึ่งในเรื่องสะเทือนใจคือผู้เสียชีวิตรายแรกเป็นผู้พิการทางการได้ยิน ที่น่าชื่นชมคือมีส่วนจัดแสดงเหตุการณ์ความอยุติธรรมจากประเทศอื่น รวมถึงกรณีตากใบของไทย สะท้อนว่าความทรงจำเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นบทเรียนร่วมของมนุษยชาติ ไม่ใช่ของประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น
นอกจากนี้ คณะนักวิจัยยังได้ศึกษาพื้นที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ เช่น Jeonil Building 245 ซึ่งยังคงรักษาร่องรอยกระสุนไว้เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ของความรุนแรงในอดีต และพิพิธภัณฑ์ May 18 (May 18 archives ) ที่ดำเนินงานบนหลักยุติธรรมเปลี่ยนผ่าน ทั้งการค้นหาความจริง การเยียวยา การนำผู้กระทำผิดมารับผิด และการรำลึกเพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย เอกสารจำนวนมากได้รับการจัดเก็บอย่างเป็นระบบในคลังข้อมูล เพื่อสืบทอดความทรงจำของประชาชน
“Spirit of May 18” ถูกกล่าวถึงในฐานะรากฐานเชิงคุณค่าของเมือง ความสูญเสียในอดีตมิได้ถูกลืม หากถูกทำให้เป็นพลังทางจริยธรรมในการกำหนดนโยบายสาธารณะ แนวคิดของ Han Kang นักเขียนรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ปี 2024 ที่กล่าวว่า “The dead in 1980 save the living in 2024” สะท้อนว่าการรำลึกอดีตมิใช่เพื่อจมอยู่กับความโศกเศร้า แต่เพื่อปกป้องชีวิตและศักดิ์ศรีของผู้คนในปัจจุบันและอนาคต
บทเรียนจากกวางจูชี้ให้เห็นว่า เมืองสิทธิมนุษยชนมิได้เริ่มจากนิยามที่กำหนดโดยสถาบันใด หากเริ่มต้นจากประชาชนที่ลุกขึ้นตรวจสอบอำนาจรัฐ ออกแบบพื้นที่สาธารณะที่เข้าถึงได้สำหรับทุกคน และสร้างกลไกที่ยึดชีวิตมนุษย์เป็นศูนย์กลาง การศึกษาดูงานครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นการแลกเปลี่ยนทางวิชาการ แต่เป็นการทำความเข้าใจว่าความทรงจำ ความยุติธรรม และโครงสร้างเชิงนโยบาย สามารถหลอมรวมกันเป็นรากฐานของการพัฒนาเมืองบนฐานศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ได้อย่างไร และบทเรียนดังกล่าวสามารถนำมาปรับใช้กับบริบทเมืองของประเทศไทย เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองที่ตั้งอยู่บนหลักไม่เลือกปฏิบัติ ความโปร่งใส ความรับผิด และการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง
#HumanRightsCity
#เมืองแห่งการอยู่ร่วมกันอย่างเท่าเทียม
อ่าน ข่าวองค์กรต่างประเทศ คลิ๊ก ที่นี่




