ผู้หญิงพิการชายแดนใต้: ชีวิต สันติภาพและกุญแจแห่งการเปลี่ยนแปลง
เมื่อพูดถึงสันติภาพ อาจนึกถึงการมีส่วนร่วมของคนหลายกลุ่ม แต่เมื่อพูดถึงผู้หญิงพิการ เราอาจไม่ค่อยเห็นพวกเธอมากนัก ทำไมผู้หญิงพิการถึงไม่ค่อยถูกฉายให้เห็น และขับเคลื่อนเสมือนเป็นคลื่นใต้น้ำ
คุยกับ ฟารีดา ปันจอร์ อาจารย์สถาบันสันติศึกษา (สถานวิจัยความขัดขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ถึงชีวิตและบทบาทของผู้หญิงพิการในพื้นที่สามจังหวัด พวกเธอเข้าถึงการมีส่วนร่วมทางสังคมและเติบโตเพื่อเป็นผู้นำได้อย่างไร
สันติภาพเป็นเรื่องของใคร
ฟารีดา: เมื่อเราพูดถึงการสร้างสันติภาพ กลุ่มคนที่เกี่ยวข้องก็มีบทบาทที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐฝ่ายคนที่ใช้ความรุนแรงหรือก็ฝ่ายภาคประชาสังคมและประชาชนทั่วไป เกือบ 10 ปีมาแล้วตอนที่มีโอกาสได้ทำงานกับภาคประชาสังคมเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการสร้างสันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อทำให้เสียงของคนที่ไม่มีอาวุธดังขึ้นและทำให้ฝ่ายที่ใช้อาวุธหยุดใช้นั้น เราเข้าไปทำงานกับกลุ่มผู้หญิงภาคประชาสังคมชายแดนใต้ ในเชิงการสนับสนุนข้อมูลวิจัยในแง่ของสถิติตัวเลขผู้บาดเจ็บ เสียชีวิต และความคืบหน้าของกระบวนการสันติภาพ เพื่อทำให้กลุ่มผู้หญิงเท่าทันสถานการณ์ชายแดนใต้มากขึ้น รวมทั้งผู้หญิงเองก็เป็นผู้ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงในแง่ของความรุนแรง หรือทางอ้อมอย่างความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม
เมื่อผู้หญิงเจอความรุนแรงทางอ้อม เช่น สามี ลูกชายหรือว่าลูกสาวเสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบหรือหลบหนีไป ภาระของผู้หญิงก็หนักขึ้น ต้องมีบทบาทหน้าที่เพิ่มขึ้นทั้งนอกบ้านและในบ้าน นอกจากนี้เราผลักดันให้ผู้หญิงสามารถที่จะเป็น agent of changeในการทำงานเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างสันติภาพ ผ่านการทำความเข้าใจปรากฏการณ์ที่ผู้หญิงกำลังเผชิญ เช่น ความรุนแรงในครอบครัว กฎหมายทางศาสนา รายได้ เป็นต้น ผู้หญิงพิการก็เป็นกลุ่มหนึ่งที่ไม่เคยถูกพูดถึงมาก่อน ไม่ค่อยมีส่วนร่วมและมักถูกมองในกรอบของสังคมสงเคราะห์เพราะเขาเป็นคนเปราะบาง แต่ว่าไม่ได้ถูกยกระดับให้เป็นคนที่สามารถดึงศักยภาพออกมาใช้ได้
มีคนทำงานด้านคนพิการเยอะ แต่ไม่เชื่อมต่อ
ช่วงแรกๆ เราก็หวั่นใจเหมือนกันเพราะไม่มีความเชี่ยวชาญด้านคนพิการ จึงไปร่วมกับสมาคมคนพิการภาคใต้เพื่อเชื่อมต่อกับหลายๆ องค์กร เช่น สถาบันการศึกษาในมาเลเซียที่มีศูนย์คนพิการ ได้เห็นการทำงานในภาคการศึกษาและการบริการชุมชนในที่ที่มีบริบทของวัฒนธรรมคล้ายๆ กัน นอกจากนี้เรายังทำงานรวมกับสถาบันเด็กราชนครินทร์ เชียงใหม่ ในเรื่องการปรับรถเข็นเพื่อให้คนพิการได้เสริมสร้างศักยภาพจากประสบการณ์ของต่างประเทศหรืองค์กรจากภูมิภาคอื่นๆ เกิดคนพิการที่เป็น Active Citizen และเกิดการทำงานเชื่อมประสานกัน
งานวิจัยที่เน้นเข้าใจวัฒนธรรม
มีครั้งหนึ่งได้รับงบประมาณวิจัยจากสหภาพยุโรปเพื่อทำโครงการสำรวจความเสมอภาคของคนพิการในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อเข้าใจประสบการณ์การถูกเลือกปฏิบัติต่างๆ ที่พวกเขาเจอ เราก็มีสมมติฐานว่าคนพิการเป็นกลุ่มที่ไม่ได้รับความสนใจ แต่ผลพบว่า ในบริบทของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คนที่นี่ให้ความสำคัญกับคนกลุ่มเปราะบาง อาจเพราะบริบททางศาสนาหรือวัฒนธรรมที่มองว่าคนพิการต้องถูกดูแลเอาใจใส่ คล้ายๆ เด็กกำพร้า แต่รายละเอียดที่ลึกลงไป เช่น การทำให้คนพิการมีส่วนร่วมทางสังคม อย่างมัสยิดที่มีทางลาด ก็ยังเป็นเรื่องที่ต้องพูดคุยต่อ
ในภาพรวมของ 3 จังหวัด เราจะเห็นว่า นราธิวาสมีจำนวนคนพิการทุกประเภทสูงที่สุด รองลงมาเป็นปัตตานีและยะลา ผู้ชายพิการมีมากกว่าผู้หญิงเล็กน้อย และผู้ชายมีความพิการทางจิตมากกว่า อาจจะเพราะสถานการณ์ความไม่สงบหรือสภาวะความคาดหวังในเชิงของเศรษฐกิจ ความพิการทางการเคลื่อนไหวมีมากที่สุด รองลงมาเป็นทางการได้ยินซึ่งตรงกันข้ามกับสวัสดิการเรื่องนี้ที่ค่อนข้างขาดแคลน คนหูหนวกจะใช้ภาษาบ้านใครบ้านมัน ทำให้การสื่อสารโดยภาพรวมค่อนข้างจำกัด
ปัญหาใหญ่ของพื้นที่คือเรื่องการศึกษา คนพิการหลายคนถ้าได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวก็อาจทำงานในชุมชน เช่น ช่างซ่อมได้ แต่เพราะการศึกษาจะหยุดเมื่อคนพิการอายุ 18 ปี หลังจากนั้นพ่อแม่ผู้ปกครองต้องหาหนทางให้ลูกไปเรียนต่อ บางคนก็ไม่มีเงินหรือมีข้อจำกัด สุดท้ายหลายคนก็ไม่ได้เรียน วัฒนธรรมส่วนใหญ่ค่อนข้างเก็บลูก ปกปิดหรือไม่ได้ยอมรับว่าลูกตัวเองผิดปกติ ไม่กล้าให้ไปเรียนร่วมกับเด็กทั่วไป รัฐเองก็ไม่ได้มาตรการอื่นๆในการที่จะสนับสนุนให้คนพิการได้เรียน หรือเข้าถึงสิทธิที่เขาควรได้
เรื่องผู้หญิงพิการเป็นเรื่องใหม่ที่น่าดึงดูด
เรื่องคนพิการ โดยเฉพาะผู้หญิงพิการในพื้นที่เป็นเรื่องที่หลายหน่วยงานไม่ว่าจะภาครัฐ ทหาร หรือภาคธุรกิจก็เข้ามาทำงาน อาจเพราะว่าเสียงของคนพิการน่าดึงดูด คนพิการก็ได้ผลประโยชน์ตรงนี้ด้วย เดิมเรามีปัญหาเรื่องของการจ้างงานตามอัตราส่วน 1 ต่อ 100 เพราะในพื้นที่ไม่มีโรงงานขนาดใหญ่ จึงเกิดศูนย์เรียนรู้ร่วมคนพิการในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อให้ภาคธุรกิจเห็นและเกิดการจ้างงาน ระดมความเห็นให้เกิดรูปธรรมว่าคนพิการจะไปมัสยิดได้อย่างไร ขยับให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบาย
เรามีผู้หญิงพิการที่มีศักยภาพ ก็ถูกชักชวนมาทำงานมากขึ้นเพื่อทำให้เสียงของผู้หญิงในพื้นที่ที่สถานการณ์ต่างๆ มักกลบเสียงนั้นถูกทำให้ดังขึ้น จากเดิมที่เคยถูกมองเป็นกลุ่มที่ไม่มีพลัง หรือ Disempower Group ต้องถูกให้ความช่วยเหลือ บางครั้งก็เป็นกลุ่มที่เผชิญความรุนแรงในครอบครัวและจบลงด้วยการไกล่เกลี่ยประนีประนอมกัน คนอ่อนแอกว่าถูกกระทำ คนมีอำนาจเหนือกว่าก็ใช้เงิน พ่อแม่ก็ไม่อยากให้เสียหน้า
เรื่องใหม่แต่ปัญหาคงเดิม
ในพื้นที่มีเคสแม่วัยใส แต่เราก็ไม่รู้ว่ามีแม่วัยใสที่เป็นคนพิการเท่าไหร่ เช่นเดียวกับเรื่องการเลือกปฏิบัติและการใช้ความรุนแรงในเชิงของทัศนคติ เช่น มองว่าเป็นคนพิการไม่ต้องมีบัตรประชาชนหรอกเพราะว่าไม่ได้ออกจากบ้าน สิ่งเหล่านี้ยังคงมีอยู่
หรือปัญหาเรื่องการศึกษา ถึงแม้คนพิการจะมีสิทธิเรียนฟรี แต่ผู้นำชุมชนและพ่อแม่ผู้ปกครองยังไม่เชื่อมั่นในตัวลูกว่าสามารถเรียนได้ คนพิการก็ต้องสู้ด้วยตัวเองและหวังให้ที่บ้านสนับสนุน คนที่นี่เชื่อว่าคนพิการยังไงก็ได้ขึ้นสวรรค์ เมื่อเขาเป็นลูกเราแล้วจะทำแท้งไม่ได้เพราะลูกคือขวัญจากพระเจ้า ต้องเลี้ยงดูไปจนกระทั่งตายจากกัน คนพิการเลยไม่ได้ถูกเสริมพลังให้ได้ใช้ชีวิต ในมาเลเซียมีแนวคิดว่า ทำยังไงให้คนพิการสามารถปฏิบัติศาสนกิจได้ พยายามทำอะไรได้ด้วยตัวเอง พออายุ 18 ถ้าเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ก็ให้ฝึกอาชีพ แม้ว่าศาสนาจะเป็นกรอบของแนวคิด และในมาเลเซียก็เข้มข้นกว่าเราแต่ก็พยายามที่จะคิดในเชิงของสากลให้ศักยภาพของคนพิการออกมา เลี้ยงดูตัวเองได้ และพยายามทำงานร่วมกับองกรณ์ต่างๆ ถ้าคนพิการแต่ละประเภทแยกกันทำงาน เราจะไม่เห็นภาพการพัฒนาได้เลย เราอยากเห็นการพัฒนาในเชิงระบบ เหมือนที่มาเลเซียที่เป็น One Stop Service ดูแลตั้งแต่เกิด การเรียน การใช้ชีวิตในสังคมเป็นค่านิยมหลัก
ผู้หญิงคือกุญแจของความเปลี่ยนแปลง
ผู้หญิงเป็น agent of change ที่สำคัญ งานทางสังคมส่วนมากมีผู้หญิงหรือคนพิการผู้หญิงเป็นตัวหลักที่ขับเคลื่อน บางคนก็มีลูก สามีภรรยาพิการทั้งคู่ แต่ก็สามารถเลี้ยงดูลูกให้สมบูรณ์ได้ แต่พอดูเรื่องเศรษฐกิจ คนพิการกลับมีอาชีพแค่ถักไหมพรม ขายสลากหรือขายของ ถูกกำหนดโดยรัฐหมดเลย คนไม่สามารถเลือกอาชีพตัวเองได้ องค์กรคนพิการจึงพยายามสร้างอาชีพให้คนพิการมีสิทธิมีเสียงขึ้นมาได้
ในพื้นที่มีนี้ความต่างกับที่อื่นบ้างเพราะผู้หญิงที่นี่ต้องเอาตัวเองเข้าไปทำงานกับกลุ่มที่สามารถเจรจากับรัฐได้ เช่น กลุ่มผู้หญิงที่มักถูกยอมรับโดยศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดภาคใต้ (ศอบต.) เด็กและผู้หญิงก็ได้เข้ามาทำงาน และเรื่องคนพิการก็ถูกพูดถึงมากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการขับเคลื่อนเชิงสัญลักษณ์ แต่ผู้ชายยังเป็นผู้กำหนดนโยบายอยู่ แต่เราก็พยายามทำให้เสียงผู้หญิงมีมากขึ้นผ่านการรายงานไปในระบบสหประชาชาติ เราก็หวังให้เกิดผลกระทบในแง่ของสิทธิประโยชน์
ผู้หญิงพิการมีความสำคัญมากเพราะเป็นคนที่เข้าใจปัญหาตัวเองมากที่สุด จะให้คนอื่นมาพูดแทนได้อย่างไร เวลาทำกระบวนการเราแค่เป็นกระบวนกรให้เค้าได้พูด เช่น บางคนพูดถึงเรื่องภัยพิบัติว่าเจอปัญหาอะไร เช่น ใน 3 จังหวัดมีน้ำท่วมทุกปี ศูนย์พักพิงหรือว่าศูนย์อพยพมีคนพิการผู้หญิง ก็ต้องมีที่ในการเปลี่ยนเสื้อผ้าหรือแต่งตัว เป็นสิ่งที่เราต้องลงรายละเอียดในแง่ของความละเอียดอ่อน
สุดท้ายผู้หญิงพิการต้องมีอำนาจในการคุมวาระ
เราหวังให้ผู้หญิงพิการเป็นคนที่ควบคุมวาระอะไรบางอย่างได้ หยิบยกให้ปัญหามีความละเอียดมากขึ้น มีสมัชชาคนพิการสามจังหวัด คจนที่นี่รู้ปัญหาตัวเองดีมาก แต่ต่างคนต่างทำงาน แต่ข้อมูลภาครัฐก็ไม่มีการบูรณาการ เราไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลตรงนี้ได้ คนพิการไม่ได้มีส่วนร่วมตั้งแต่แรก ความเท่าเทียมที่แท้จริงต้องมาจากการมีส่วนร่วมและการเห็นโครงสร้างของปัญหาเพราะที่ผ่านมาเรื่องคนพิการมักเป็นเรื่องการฉวยชิงผลประโยชน์โดยใช้วาทกรรมเรื่องการสงเคราะห์
บทความนี้ผลิตภายใต้โครงการ Movement on Disability Equality in Thailand’s Southern Border Provinces โดย Minority Rights Group ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากสหภาพยุโรป เนื้อหาในบทความนี้เป็นความรับผิดชอบของ ThisAble.me แต่เพียงผู้เดียว และไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับมุมมองของสหภาพยุโรป
ที่มา : ThisAble.me